
อาทิตย์นี้งานยุ่งจนไม่ได้เข้ามาอัพเสียตั้งหลายวัน
วันนี้ได้ฤกษ์บวกขออู้งานนิดนึง ใกล้จะเลิกแล้ว วันศุกร์อีกตะหาก
วันนี้ที่รอคอยก็ว่าได้ บ่นมากไปละ เข้าเรื่องเลยละกัน
thePusuit of Happiness
ใครหลายคนอาจเคยดูหนังเรื่องนี้มาบ้าง อาจชอบบ้างไม่ชอบบ้าง
แต่โดยส่วนตัวผมก็ชอบอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งผมก็ดูหลายรอบเลยทีเดียว
แต่ก็ไม่เคยรู้สึกอะไรมากไปกว่า ความรู้สึกชอบหนังเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็ไม่พิเศษไปกว่าหนังเรื่องอื่นๆ ที่ผมชอบ
จนล่าสุดเมื่อวานนี้ก็ได้ดูอีกรอบ แต่คราวนี้ความรู้สึกเปลี่ยนไปเยอะ
จากที่ชอบธรรมดา ตอนนี้ผมนั่งดูไปซึ้งไป ยิ้มไป และก็มายิ้มหน้าบานตอนฉากสุดท้าย
ที่พระเอกเดินท่ามกลางผู้คนวุ่นวาย แต่กลับดูมีความสุขมากกว่าใครๆ
เพราะอะไร คำถามก็พุดขึ้นในใจผม ความคิดผมจึงเริ่มลำดับย้อนไป
จึงได้รู้คำตอบว่าทำไมผมถึงรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เมื่อดูหนังเรื่องนี้
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ในช่วงหนึ่งผมรู้สึกแย่มากๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว
อีกทั้งยังรู้สึกเหนื่อยและท้ออย่างบอกไม่ถูก
จนวันหนึ่ง รอยยิ้มและกำลังใจจากคนรอบข้าง ประกอบกับข่าวดีอีกหลายเรื่องที่เข้ามาพร้อมกัน
มันเหมือนเป็นน้ำยาชำระล้างใจที่เหี่ยวเฉา ล้างคราบขุ่นๆ ที่ติดอยู่ในใจออกหมดเสียในครั้งเดียว
ความรู้สึกดี พร้อมความสุข ก็ระเบิดขึ้นมา จนทำให้เรากลั้นมันไว้ไม่อยู่ และความสุขทั้งหมดก็แสดงออกมาผ่านรอยยิ้มของเรา
ท่ามกลางสิ่งวุ่นวายรอบตัว ผมเดินไปยิ้มไป ยิ้มแบบลืมโลกรอบข้างไปหมดสิ้น เหมือนพบโลกใหม่ที่ถูกความสุขของเราชำระล้างจนสะอาดสดใส
มันทำให้ผมรู้ว่าความสุขที่แท้จริงที่คนเราแสวงหา บางครั้งมันไม่ได้มาจากวัตถุ หรือสิ่งของสวยงาม แต่มันมาจากใจและคนรอบข้างเรา
ซึ่งสามารถเติมเต็มความสุขของเราได้อย่างล้นปรี่ รอยยิ้มเล็กๆ บนมุมปากของใครบางคนในโลกนี้ ก็อาจทำให้ความทุกข์ของเราสลายไปได้ในทันที
ความสุขเล็กๆ ของเรา สำหรับบางคนมันอาจเป็นความสุขที่ล้นเหลือ ซึ่งอาจเกิดกับเค้าแค่เพียงครั้งหนึ่งในชีวิต ก็เป็นได้
การกลับมาดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง มันทำให้ผมนึกย้อนไป และอดยิ้มให้กับความสุขในวันธรรมดา วันหนึ่ง วันนั้นอีกครั้งไม่ได้เลย